บัญชีในธุรกิจ คืออะไร? สำคัญอย่างไรต่อการเติบโตของกิจการ
ในยุคที่ข้อมูลและตัวเลขมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจ บัญชีในธุรกิจ ไม่ได้เป็นเพียงงานลงรายการรายวัน แต่เป็น “ระบบข้อมูล” ที่ช่วยให้เจ้าของกิจการและผู้บริหาร มองเห็นภาพรวมธุรกิจอย่างชัดเจน ทั้งด้านกำไร ขาดทุน กระแสเงินสด และภาระภาษีที่ต้องรับผิดชอบ
หากคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือกำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ ลองอ่านควบคู่กับบทความ ภาษี SMEs ที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ จะช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำบัญชีและภาษีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
บัญชีในธุรกิจคืออะไร?
บัญชีในธุรกิจคือกระบวนการระบุ บันทึก และสื่อสารกิจกรรมทางการเงินขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยใช้มาตรฐานบัญชีที่ยอมรับกันทั่วไป เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลไปตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
- การระบุรายการ (Identifying) – แยกแยะเหตุการณ์ที่มีผลต่อการเงิน เช่น การขายสินค้า การซื้อวัตถุดิบ การจ่ายเงินเดือน
- การบันทึก (Recording) – บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ลงในสมุดบัญชีหรือระบบบัญชี
- การสื่อสาร (Communicating) – สรุปข้อมูลออกมาเป็นรายงานและงบการเงิน
เมื่อบัญชีในธุรกิจถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เจ้าของกิจการจะสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้วางแผนกลยุทธ์ พิจารณาการลงทุน และประเมินความเสี่ยงได้ดีกว่าการดูยอดเงินในบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว
ทำไมบัญชีในธุรกิจจึงสำคัญ?
1) ช่วยวางแผนและตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ข้อมูลบัญชีช่วยให้รู้ว่า “กิจการกำไรจริงหรือไม่” “สินค้าตัวไหนทำกำไร” และ “ต้นทุนส่วนใดควรควบคุม” ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ยอดขายเทียบกับต้นทุน สามารถทำให้ตัดสินใจได้ว่าจะปรับราคา ลดต้นทุน หรือหยุดขายสินค้า/บริการบางประเภท
2) เชื่อมโยงกับการวางแผนภาษี
งานบัญชีที่ดีทำให้เห็นฐานภาษีอย่างชัดเจน ลดโอกาสผิดพลาดในการยื่นแบบภาษี และเปิดโอกาสใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เช่น มาตรการส่งเสริมธุรกิจใหม่หรือ Startup ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความ Startup Tax Incentive สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจเริ่มต้น
3) สนับสนุนการทำธุรกรรมกับธนาคารและนักลงทุน
ธนาคารและนักลงทุนใช้ข้อมูลจากงบการเงินในการพิจารณาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อ การเพิ่มทุน หรือการหาพันธมิตรทางธุรกิจ บัญชีในธุรกิจที่ถูกต้องและโปร่งใสจึงช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กิจการโดยตรง
4) ปฏิบัติตามกฎหมายและลดความเสี่ยงตรวจสอบย้อนหลัง
การจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินอย่างเป็นระบบตามที่กฎหมายบริษัทและภาษีกำหนด ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกประเมินย้อนหลัง และทำให้การตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐเป็นไปอย่างราบรื่น
ระบบบัญชีในธุรกิจกับการจัดการการเงินและการรับจ่าย
ระบบบัญชีที่ดีในธุรกิจยุคใหม่มักเชื่อมต่อกับช่องทางการชำระเงินต่าง ๆ เช่น PromptPay, QR Payment และ Internet Banking เพื่อให้การบันทึกรายการมีความถูกต้องและสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องรับเงินจากลูกค้าจำนวนมากในแต่ละวัน
ตัวอย่างแนวทางปฏิบัติสำหรับการจัดการบัญชีและการรับชำระเงินของบริษัท สามารถดูเพิ่มเติมได้จากบทความ ผูกบัญชีบริษัทกับ PromptPay เพื่อการรับจ่ายที่เป็นระบบ ซึ่งช่วยให้การเชื่อมโยงระหว่างยอดเงินในธนาคารกับระบบบัญชีแม่นยำขึ้น ลดงานกระทบยอดปลายเดือน
โครงสร้างบริษัทและบัญชีในธุรกิจ
นอกจากตัวเลขในสมุดบัญชีแล้ว “โครงสร้างบริษัท” เช่น ผู้ถือหุ้น กรรมการ และการโอนหุ้น ก็มีผลต่อการบริหารบัญชีและภาษีในธุรกิจด้วย เพราะมีผลต่ออำนาจตัดสินใจ การรับผิดชอบทางกฎหมาย และมุมมองของนักลงทุนภายนอก
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับโครงสร้างการถือหุ้นหรือเปลี่ยนกรรมการ แนะนำให้ศึกษาเนื้อหาในบทความ โอนหุ้นให้ต่างชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย และ ขั้นตอนการเปลี่ยนกรรมการบริษัทและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้การเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านี้สอดคล้องกับบัญชีและเอกสารทางการเงินของกิจการ
บัญชีในธุรกิจกับงบการเงินหลัก
ข้อมูลจากระบบบัญชีจะถูกสรุปออกมาเป็นงบการเงินหลัก ๆ ได้แก่
- งบกำไรขาดทุน – แสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และผลกำไรหรือขาดทุนในงวดนั้น
- งบดุล – แสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันสิ้นงวด
- งบกระแสเงินสด – แสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน ลงทุน และจัดหาเงิน
งบการเงินเหล่านี้ช่วยให้เห็นทั้ง “ภาพสั้น” และ “ภาพยาว” ของธุรกิจ ว่ามีความสามารถทำกำไรอย่างต่อเนื่องเพียงใด และมีสภาพคล่องเพียงพอกับการดำเนินธุรกิจหรือไม่
เพิ่มเติม: เรียนบัญชีในธุรกิจแบบเป็นตอน ๆ ผ่านวิดีโอ
สำหรับผู้ประกอบการหรือนักศึกษาที่อยากเข้าใจบัญชีในธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป สามารถดูคลิปเรียนออนไลน์ได้จาก Playlist คอร์สบัญชีในธุรกิจบน YouTube เพื่อใช้ประกอบกับการอ่านบทความในเว็บไซต์ Bookkeeping.co.th
สรุป: บัญชีในธุรกิจคือฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน
เมื่อมองบัญชีในธุรกิจเป็น “ระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ” มากกว่า “ภาระงานเอกสาร” เจ้าของกิจการจะเริ่มเห็นคุณค่าของการวางระบบบัญชีที่ดี การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระเบียบ และการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี
คุณสามารถต่อยอดความเข้าใจเรื่องบัญชี ภาษี โครงสร้างบริษัท และการจัดการเอกสารธุรกิจ ได้จากบทความอื่น ๆ บนเว็บไซต์ Bookkeeping.co.th เช่น ภาษี SMEs, Startup Tax Incentive, PromptPay สำหรับบริษัท, โอนหุ้นให้ต่างชาติ และ การเปลี่ยนกรรมการบริษัท เพื่อเชื่อมโยงทุกมิติของ “บัญชีในธุรกิจ” เข้ากับการปฏิบัติจริงในกิจการของคุณ
บทบาทของจริยธรรมและมาตรฐานบัญชีในธุรกิจ
นอกจากระบบบัญชีและงบการเงินแล้ว ธุรกิจทุกประเภทจำเป็นต้องอาศัย จริยธรรมทางบัญชี (Accounting Ethics) เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ ตามเนื้อหาในเอกสารหน้า 6 ระบุว่า ข้อมูลบัญชีจะ “มีประโยชน์ก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานเชื่อถือได้” ดังนั้นนักบัญชีและผู้จัดทำรายงานการเงินต้องยึดหลักความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส และหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลอันอาจทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดในองค์กร
อีกจุดสำคัญคือแนวคิด Fraud Triangle ซึ่งประกอบด้วยสามปัจจัยของการทุจริต ได้แก่ โอกาส (Opportunity), แรงกดดันหรือแรงจูงใจ (Pressure), และการให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization) องค์กรที่ต้องการลดความเสี่ยงทุจริตจึงจำเป็นต้องมีระบบควบคุมภายใน (Internal Controls) ที่เข้มแข็ง เช่น การตรวจสอบโดยอิสระ การเก็บหลักฐานครบถ้วน และการแบ่งหน้าที่ในการทำงาน
ขณะเดียวกัน หลักการบัญชีที่ยึดตาม GAAP (Generally Accepted Accounting Principles) เป็นกรอบมาตรฐานที่ช่วยให้ข้อมูลการเงินมีความสอดคล้องและสามารถเปรียบเทียบได้ โดย GAAP ต้องการให้ข้อมูลมีความ “เกี่ยวข้อง (Relevance)” และ “แสดงความจริงอย่างซื่อสัตย์ (Faithful Representation)” ตามที่อธิบายในหน้า 7 ของเอกสาร
ภายใต้ GAAP ยังมีหลักการสำคัญที่ควรเข้าใจ เช่น Cost Principle ที่กำหนดให้บันทึกรายการตามต้นทุนจริง, Revenue Recognition ที่บันทึกรายได้เมื่อให้บริการหรือส่งมอบสินค้าแล้ว, Matching Principle ที่บันทึกค่าใช้จ่ายตามช่วงเวลาที่ทำให้เกิดรายได้, และ Full Disclosure ที่กำหนดให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งบการเงิน
สำหรับนักศึกษาบัญชี หลักจริยธรรม การควบคุมภายใน และมาตรฐานบัญชีเหล่านี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญ เพราะไม่เพียงช่วยให้ทำงานในเอกสารได้ถูกต้อง แต่ยังทำให้สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง ตรวจสอบความโปร่งใส และเป็นที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้ในอนาคต เมื่อเข้าสู่โลกวิชาชีพด้านบัญชีและการเงินจริง
ทำความเข้าใจสมการบัญชีในธุรกิจ
หนึ่งในพื้นฐานสำคัญของ บัญชีในธุรกิจ คือแนวคิดเรื่อง สมการบัญชี (Accounting Equation) ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่กิจการมี กับแหล่งที่มาของทรัพยากรเหล่านั้น สมการบัญชีพื้นฐานคือ:
Assets = Liabilities + Equity
สินทรัพย์ (Assets) คือทรัพยากรที่กิจการเป็นเจ้าของหรือควบคุม เช่น เงินสด สินค้าคงเหลือ อุปกรณ์ อาคาร และบัญชีลูกหนี้ ส่วน หนี้สิน (Liabilities) คือภาระผูกพันที่กิจการต้องชำระคืน เช่น เงินกู้จากธนาคาร เจ้าหนี้การค้า และภาษีค้างจ่าย ขณะที่ ส่วนของเจ้าของ (Equity) คือสิทธิส่วนที่เหลือของเจ้าของในทรัพย์สินของกิจการหลังจากหักหนี้สินออกแล้ว
เพื่อให้เห็นภาพผลของรายการต่าง ๆ ต่อทุนของเจ้าของ เราสามารถเขียนเป็นสมการขยายได้ว่า:
Assets = Liabilities + Owner’s Capital − Owner’s Withdrawals + Revenues − Expenses
สมการขยายนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทุนของเจ้าของเพิ่มขึ้นจากการนำเงินหรือทรัพย์สินมาลงทุน (Owner’s Capital) และจากกำไรที่เกิดจากรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย (Revenues − Expenses) และลดลงจากการถอนเงินออกไปใช้ส่วนตัว (Owner’s Withdrawals) ซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญทั้งสำหรับผู้ประกอบการและนักศึกษาที่กำลังเรียนบัญชีในธุรกิจ
การวิเคราะห์รายการทางธุรกิจด้วยสมการบัญชี
ในทางปฏิบัติ บัญชีในธุรกิจ ต้องรับมือกับ “ธุรกรรม” หรือลูกเหตุการณ์ทางการเงินจำนวนมาก เช่น การลงทุนของเจ้าของ การซื้อสินทรัพย์ การขายสินค้า การให้บริการ หรือการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทุกเหตุการณ์เหล่านี้สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยสมการบัญชีโดยดูว่า ส่งผลให้สินทรัพย์ หนี้สิน หรือส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
ตัวอย่างเช่น หากเจ้าของลงทุนเงินสด 300,000 บาทเข้ากิจการ สินทรัพย์ (เงินสด) จะเพิ่มขึ้น และส่วนของเจ้าของ (ทุน) จะเพิ่มขึ้นในจำนวนเท่ากัน สมการบัญชียังคงสมดุล ในกรณีที่กิจการนำเงินสดไปซื้ออุปกรณ์ 200,000 บาท จะเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปจากเงินสดไปเป็นอุปกรณ์ สินทรัพย์รวมยังเท่าเดิม เพียงแต่โครงสร้างเปลี่ยนไป
ในกรณีที่กิจการให้บริการลูกค้าเป็นเงินเชื่อ รายได้จะถูกบันทึกทันทีเมื่อให้บริการเสร็จ แม้ยังไม่ได้รับเงินสด โดยสินทรัพย์ในรูป “ลูกหนี้การค้า (Accounts Receivable)” จะเพิ่มขึ้นแทนเงินสด หลักคิดนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักศึกษาบัญชีเข้าใจว่า รายการแต่ละรายการไม่ได้ดูแค่เงินสดเข้า–ออก แต่ต้องพิจารณาผลต่อสมการบัญชีทั้งหมด
แยกความต่างระหว่างค่าใช้จ่ายกับการถอนเงินของเจ้าของ
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญในงานบัญชีในธุรกิจคือการแยกให้ชัดเจนระหว่าง ค่าใช้จ่าย (Expenses) กับ การถอนเงินของเจ้าของ (Owner’s Withdrawals) แม้ทั้งสองอย่างทำให้ส่วนของเจ้าของลดลงเหมือนกัน แต่ความหมายและการตีความทางธุรกิจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ค่าใช้จ่าย คือรายการที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างรายได้ เช่น ค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน ค่าโฆษณา ค่าไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับรายได้ในงบกำไรขาดทุน เพื่อคำนวณกำไรหรือขาดทุนของกิจการในงวดนั้น
ส่วน การถอนเงินของเจ้าของ คือการที่เจ้าของดึงทรัพยากรออกจากกิจการไปใช้ส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ของงวดบัญชี เช่น เจ้าของโอนเงินจากบัญชีธุรกิจไปใช้จ่ายส่วนตัว รายการนี้จะถูกบันทึกผ่านบัญชี “ถอนใช้ส่วนตัว” ไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ และไม่ถูกนำไปคำนวณกำไรขาดทุน แต่มีผลลดส่วนของเจ้าของโดยตรง
การแยกสองส่วนนี้ให้ถูกต้องช่วยให้ตัวเลขกำไรสะท้อนภาพจริงของผลการดำเนินงาน ไม่ให้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของมาทำให้ผลประกอบการดูแย่ลงโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นหลักสำคัญทั้งสำหรับการบริหารธุรกิจและการเรียนบัญชีเชิงวิชาชีพ
การจัดทำงบการเงินและความเชื่อมโยงของงบทั้ง 4 ชุด
ระบบบัญชีในธุรกิจไม่ได้หยุดเพียงการบันทึกรายการเท่านั้น แต่ต้องสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ออกมาเป็น งบการเงินทั้ง 4 ชุด เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการได้อย่างชัดเจน งบทั้ง 4 ชุดประกอบด้วยงบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบดุล และงบกระแสเงินสด ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบและต้องจัดทำตามลำดับที่ถูกต้อง
งบกำไรขาดทุน (Income Statement) เป็นงบที่สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการในงวดหนึ่ง ๆ ผลลัพธ์คือกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานในช่วงเวลานั้น รายการที่เพิ่มทุน เช่น เงินลงทุนของเจ้าของ และรายการที่ลดทุน เช่น การถอนเงินของเจ้าของ จะไม่ถูกนำมารวมในงบกำไรขาดทุน เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้
งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ (Statement of Owner’s Equity) แสดงรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงทุนตั้งแต่ต้นงวดจนถึงปลายงวด โดยทุนจะเพิ่มจากกำไรสุทธิและเงินลงทุนของเจ้าของ และลดลงจากการถอนเงินออกจากกิจการ งบนี้จึงเป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างงบกำไรขาดทุนกับงบดุล
งบดุล (Balance Sheet) แสดงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันสิ้นงวด โดยประกอบด้วยสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ซึ่งต้องสมดุลตามสมการบัญชี สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ โครงสร้างของงบดุลอาจนำเสนอได้หลายรูปแบบ เช่น แบบบัญชีที่มีสินทรัพย์อยู่ด้านซ้ายและหนี้สิน–ทุนอยู่ด้านขวา หรือแบบรายงานที่เรียงจากสินทรัพย์ลงมาหนี้สินและทุน
งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flows) เป็นงบที่สรุปการเคลื่อนไหวของเงินสดในงวดนั้น แบ่งออกเป็นกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน รายการเงินสดที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ เช่น รับเงินจากลูกค้า หรือจ่ายค่าใช้จ่าย จะอยู่ในกิจกรรมดำเนินงาน ส่วนการซื้อสินทรัพย์ถาวรจะอยู่ในกิจกรรมลงทุน และรายการเงินสดเกี่ยวกับเจ้าของหรือการกู้ยืมจะอยู่ในกิจกรรมจัดหาเงิน
การจัดทำงบการเงินทั้ง 4 ชุดเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่สัมพันธ์กัน เช่น กำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะถูกนำไปเพิ่มทุนในงบส่วนของเจ้าของ และยอดเงินสดปลายงวดในงบกระแสเงินสดต้องตรงกับยอดเงินสดที่แสดงในงบดุล ความสอดคล้องและความถูกต้องของข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกกิจการ
การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets)
อีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ประเมินประสิทธิภาพของธุรกิจในการใช้ทรัพย์สินเพื่อสร้างผลกำไรคือ Return on Assets (ROA) ซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิหารด้วยค่าเฉลี่ยของสินทรัพย์ทั้งหมดในงวดนั้น ค่าเฉลี่ยสินทรัพย์ได้จากการนำยอดสินทรัพย์ต้นงวดและปลายงวดมารวมกันและหารสอง
ROA = Net Income ÷ Average Total Assets
ค่านี้สะท้อนว่าแต่ละหนึ่งบาทของสินทรัพย์สามารถสร้างกำไรได้เท่าไร ช่วยให้ผู้ใช้งานงบการเงินประเมินได้ว่า กิจการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และยังสามารถใช้เปรียบเทียบกับปีก่อนหรือกับกิจการอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทได้อย่างชัดเจน
แบบทดสอบหลังเรียน Accounting in Business (Post-Test)
เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
-
1. จุดมุ่งหมายหลักของการบัญชีคืออะไร?
เฉลย
ข้อ B -
2. ข้อใดต่อไปนี้เป็นผู้ใช้งานข้อมูลบัญชี “ภายนอก” (External Users)?
เฉลย
ข้อ B -
3. สินทรัพย์ (Assets) หมายถึงอะไร?
เฉลย
ข้อ B -
4. สมการบัญชีพื้นฐานคือข้อใด?
เฉลย
ข้อ B -
5. งบการเงินข้อใดสรุปผลการดำเนินงานของกิจการ?
เฉลย
ข้อ C -
6. รายการใดเป็นหนี้สิน (Liabilities)?
เฉลย
ข้อ B -
7. รายได้ควรถูกรับรู้เมื่อใดตามหลักบัญชี?
เฉลย
ข้อ B -
8. กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Activities)?
เฉลย
ข้อ B -
9. กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมลงทุน (Investing Activities)?
เฉลย
ข้อ A -
10. กิจกรรมใดจัดเป็นกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Activities)?
เฉลย
ข้อ C -
11. รายการใดเพิ่ม “ส่วนของเจ้าของ (Equity)”?
เฉลย
ข้อ B -
12. ค่าใช้จ่าย (Expenses) คืออะไร?
เฉลย
ข้อ C -
13. ROA (Return on Assets) บอกอะไร?
เฉลย
ข้อ B -
14. รายการใดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Asset)?
เฉลย
ข้อ C -
15. รายการใดเป็นธุรกรรมภายนอก (External Transaction)?
เฉลย
ข้อ B -
16. รายการใดเป็นธุรกรรมภายใน (Internal Transaction)?
เฉลย
ข้อ C -
17. รายการใด “ลด” สินทรัพย์?
เฉลย
ข้อ B -
18. งบใดแสดง “สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ณ วันที่กำหนด”?
เฉลย
ข้อ C -
19. รายการใดเพิ่ม “หนี้สิน”?
เฉลย
ข้อ B -
20. รายการใด “ลดส่วนของเจ้าของ (Equity)”?
เฉลย
ข้อ A
ชุดแบบทดสอบนี้จัดทำเพื่อประเมินความเข้าใจเนื้อหา Accounting in Business และพื้นฐานบัญชีตามมาตรฐานที่ใช้ในธุรกิจ


